หมวกหกใบหกสี (สีฟ้า)

September 22nd, 2013

ภายใต้หมวกสีฟ้าในตอนเริ่ม เราจะเริ่มกำหนดประเด็นในการคิดและกำหนดลำดับการใช้หมวกแต่ละใบขึ้นมา หมวกสีฟ้าเป็นตัวกำหนด ?กลยุทธ? ในการคิด ในระหว่างขั้นตอนการคิด หมวกสีฟ้าจะรักษากฎ ระเบียบ และทำให้แน่ใจได้ว่าผู้เข้าประชุมยังสวมหมวกใบที่ตรงกับวาระการคิดนั้นๆ และหมวกสีฟ้ายังประกาศด้วยว่าได้เวลาเปลี่ยนหมวกต่างๆแล้วผู้ที่สวมหมวกสีฟ้าคือผู้ดำเนินการประชุมประธานการประชุม ในช่วงสุดท้ายของการคิด หมวกสีฟ้าจะร้องขอผลลัพธ์ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการสรุปย่อ ลงมติ การตัดสินใจ แนวทางแก้ไข และอื่นๆ ภายใต้หมวกคิดสีฟ้า เรากำหนดก้าวต่อไปได้ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนของการลงมือทำ หรือการนำเอาไปคิดต่อในบางประเด็น หมวกสีฟ้าจะเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมสถานการณ์โดยรวมบ่อยครั้งที่การคิดมักดำเนินไปอย่างล่องลอย เรื่อยเปื่อย เป็นเพียงการตอบโต้ต่อความคิดที่เสนอขึ้นมา จากช่วงหนึ่งไปสู่อีกช่วงหนึ่งถึงแม้ว่าทุกคนจะมีเป้าหมายในใจ แต่ก็ไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเป็นเป้าหมายหลัก หรือเป้าหมายรอง ข้อเสนอแนะ คำตัดสิน ข้อวิจารณ์ การโต้แย้ง ข้อมูล อารมณ์ ต่างก็ผสมเข้าด้วยกันเหมือนกับอยู่ในหม้อตุ๋นความคิด เป็นความปนเป ยุ่งเหยิงไปเรื่อยๆจนกว่านักคิดคนหนึ่ง จะสะดุดเข้ากับแนวทางที่เคยลองแล้วว่า น่าจะได้ผลตามต้องการ มันเป็นการสำรวจแบบส่งเดชไร้จุดหมาย ที่มาจากการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบเป็นหลัก ข้อสันนิษฐานที่เป็นที่เป็นไปได้คือ เรามักเชื่อกันว่า ผู้คนที่ฉลาดมีเหตุผลที่ได้รับข้อมูลแวดล้อมอย่างเพียงพอ เมื่อได้ร่วมหารือกัน พวกเขาก็จะบอกได้ว่า ทางเลือกต่างๆมีอะไรบ้าง จากนั้นก็เลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดข้อสันนิษฐานอีกอย่างก็คือว่า การคิดจะถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตและเงื่อนไขในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คำตอบ ?ค่อยๆเผยตัว?ขึ้นมาและนอกจากการกลั่นกรองอย่างหมดจดโดยการวิพากษ์วิจารณ์เทียบได้กับทฤษฏีวิวัฒนาการตามหลักของดาร์วิน ที่พูดถึงการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ในการคิดก็เช่นกัน ความคิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ส่วนความกดดันอันโหดร้ายของสภาพแวดล้อมในทฤษฎีของดาร์วิน ก็เปรียบเหมือนแรงกดดันจากคำวิจารณ์ในด้านลบนั่นเองเราจะคิดแบบหมวกฟ้า เพื่อออกแบบโปรแกรมที่เราต้องการนำไปใช้ โปรแกรมการคิดจะมีความแตกต่างหลากหลายกันไป แล้วแต่สถานการณ์ หมวกสีฟ้าจะสร้างโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ โดยโปรแกรมการคิดนี้จะกำหนดไว้ตายตัวล่วงหน้า ซึ่งจริงๆแล้วการคิดส่วนใหญ่จะมีการผสมผสากันของหมวกดำและสีขาว โดยมีอารมณ์ความรู้สึกของหมวกแดงแฝงตัวอยู่เบื้องหลัง โปรแกรมหมวกสีฟ้าสามารถกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนได้ โดยใครก็ได้ที่นำวาระการคิดในที่ประชุม หรือทุกคนที่ร่วมประชุมจะร่วมกันออกแบบได้ ภาระกิจของหมวกฟ้า จะต้องหาผลสรุปสุดท้าย การคิดแบบหมวกสีฟ้า จะเกี่ยวกับการควบคุม และติดตามสถานการณ์ บทบาทของหมวกฟ้าคือสรุปความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่โต้แย้งเพื่อเข้าทางเลือกแบบใดแบบหนึ่ง

หมวกหกใบหกสี (สีเขียว)

August 22nd, 2013

เมื่อเราสวมหมวกสีเขียวเราคิดถึงทางเลือกใหม่หรือสิ่งใหม่ที่ที่ทดแทนของเก่าได้ ซึ่งนั่นรวมถึงทางเลือกที่ชัดเจนและใหม่สดจริงๆ เมื่อเราสวมหมวกสีเขียว เราหาวิธีที่จะปรับเปลี่ยนและปรับปรุงความคิดใหม่ที่เสนอมาข้อดีของหมวกเขียว คือ ทุกคนมีช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนดให้พยายามทุ่มสมองใช้ความคิดริเริ่ม ความคิดริเริ่มไม่ได้เป็นเรื่องของ? นักออกความคิด? อย่างเดียวอีกต่อไป หมวกสีเขียวหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ทั้งแบบ? ไม่มีกรอบ? และ ?ในกรอบ?หมวกเขียวจะเกี่ยวข้องกับความคิดใหม่ๆและวิธีการใหม่ๆในการมองสิ่งต่างๆดั้งนั้นหมวกสีเขียวจึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การคิดแบบหมวกเขียวเป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าแทนที่จะตัดสินใจความคิดเชิงยั่วยุและความเคลื่อนไหวทางความคิดนั้นจะไปด้วยกัน ถ้าไม่มีวิธีคิดแบบเคลื่อนไหว เราก็ไม่สามารถจะใช้ความคิดเชิงยั่วยุได้ และถ้าเราใช้ความคิดเชิงยั่วยุมากระตุ้นไม่ได้ เราก็ยังคงติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆการคิดแบบหมวกเขียว ความจำเป็นของการยั่วยุ แรงกระตุ้นหรือความยั่วยุ เกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ เราไม่สามารถพบความจริงเชิงยั่วยุได้ก็เพราะมันไม่อยู่ในระบบความคิดปัจจุบันเลย บทบาทของมันก็เพื่อกระตุ้นความคิด ให้หลุดออกจากกรอบความคิดที่เป็นอยู่ความคิดเรื่องทางเลือกแสดงให้เห็นว่ามีมากกว่าหนึ่งวิธี ที่จะทำอะไร หรือมองอะไรการรับรู้ว่าอาจจะมีทางเลือกอื่น และการแสวงหาทางเลือกนั้นเป็นพื้นฐานของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในการใช้แนวคิดนอกกรอบนั้น ก็เพื่อมุ่งหาทางออกใหม่ๆนั่นเองความตั้งใจจะหาทางเลือกใหม่ (ทั้งการรับรู้ใหม่ คำอธิบายใหม่ การกระทำใหม่ ) เป็นกุญแจสำคัญของหมวกความคิดสีเขียวการค้นหาทางเลือกใหม่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่สร้างสรรค์ นั่นคือการยอมรับว่ามีหนทางที่แตกต่างออกไป การค้นหาทางเลือกในความเป็นจริงนั้นอาจไม่ต้องการความคิดสร้างสรรค์พิเศษอะไร จนกว่าทางเลือกที่ชัดเจนปรากฏขึ้นมา อาจทำง่ายๆแค่มุ่งความสนใจไปที่เรื่องที่เราจะคิด และนึกถึงวิธีต่างๆที่เราจัดการมันในทางปฏิบัตินั้นจะสะดวกกว่าถ้าใช้หมวกคิดสีเขียวในกระบวนการการค้นหาทางเลือกในการฝึกอบรมทางธุรกิจ เขามักจะเน้นเรื่องการตัดสินใจ แต่คุณภาพของการตัดสินใจขึ้นอยู่กับทางเลือกที่เปิดให้กับผู้ตัดสินใจเป็นอย่างมากกระบวนการสวมหมวกคิดสีเขียวส่งเสริมให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้รับการยอมรับเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการคิดเหมือนด้านอื่นๆ

หมวกหกใบหกสี (หมวกสีเหลือง)

July 12th, 2013

ทฤษฎีการคิดแบบหมวกสีเหลืองนั้น เป็นวิธีคิดแบบมองประโยชน์ มองด้านดี ว่าถ้าเราตัดสินใจแบบนี้แล้วจะได้อะไรบ้าง เป็นการแยกแยะประโยชน์  และแสวงหาจุดร่วม  ซึ่งจะต้องประสานความใคร่รู้ ความอยากที่จะให้เกิดความสุข ประกอบกับความกระหายที่อยากจะให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี

หมวกสีเหลือง

การคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการคิดในเชิงบวก การมองโลกในแง่ดี การมุ่งมองที่ประโยชน์ การคิดก่อที่ให้เกิดผล หรือทำในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ การคิดแบบหมวกเหลืองเกี่ยวข้องกับการประเมินค่าทางบวก ขณะที่หมวกดำเป็นการประเมินค่าทางลบ การคิดแบบหมวกเหลืองจะเป็นความคิดด้านดี แต่การคิดแบบนี้ต้องอาศัยระเบียบ วินัย เหมือนหมวกสีขาวหรือสีดำเช่นกัน มันไม่ใช่เป็นการประเมินบางสิ่งบางอย่างในทางบวกเท่านั้น แต่เป็นการค้นหาด้านที่เป็นบวกอย่างตั้งใจ บางทีการค้นหานี้ก็ล้มเหลวนักคิดหมวกเหลืองควรพยายามหาสิ่งสนับสนุนการมองในแง่ดีที่เสนอให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความพยายามนี้ควรใช้เหตุผลผิดชอบและละเอียดถี่ถ้วน แต่การคิดแบบหมวกเหลืองไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการที่ข้อคิดเห็นเหล่านั้นสามารถอ้างเหตุผลสนับสนุนได้เต็มที่การคิดแบบหมวกเหลืองเน้นไปที่การสำรวจและการคาดการณ์ในทางบวก เราตั้งใจหาประโยชน์ที่เป็นไปได้ แต่เราก็หาเหตุผลมาสนับสนุน การหาเหตุผลนี้เป็นความพยายามที่จะทำให้ข้อเสนอแนะมีน้ำหนักขึ้น หากการสนับสนุนด้วยเหตุผลนี้ไม่มีอยู่ในการคิดแบบหมวกสีเหลือง มันก็จะไม่มีอยู่ในหมวกคิดสีอื่นๆการคิดแบบหมวกเหลือง เกี่ยวกับการคิดในเชิงโต้ตอบ (Reactive Thinking) เป็นการประเมินในด้านบวก ซึ่งเป็นเหมือนกับการประเมินในด้านลบของหมวกดำ นักคิดหมวกสีเหลืองเลือกแง่บวกของข้อคิดเห็น เหมือนกับนักคิดหมวกสีดำหยิบยกแง่ลบ การคิดแบบหมวกเหลืองจะเกี่ยวข้องกับการผลิตข้อเสนอนั้นๆการคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการพิจารณาและการเสนอแนะ มันเป็นท่าทีของการเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยความหวัง การคิดแบบหมวกสีเหลืองพยายามจะมองหาและคว้าประโยชน์หรือคุณค่าที่มองเห็นได้ ทันทีที่มีการมองแบบนี้ การสำรวจก็จะเริ่มต้นไปในทิศทางนั้นๆการคาดการณ์ของการคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการคิดแบบหาโอกาสของความเป็นไปได้ล้วนๆ มันเป็นมากกว่าการแก้ปัญหาและการปรับปรุง คนถูกบังคบให้แก้ปัญหา แต่ไม่มีใครเคยถูกบังคับให้มองหาโอกาสอย่างไรก็ตามทุกคนที่มีอิสระที่มองหาโอกาสถ้าพวกเขาต้องการ การคิดแบบคาดการณ์ต้องเริ่มต้นที่การวาดภาพสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีนี้เราสามารถประเมินผลประโยชน์สูงสุดที่อาจเกิดขึ้นได้จากความคิดนั้น ถ้าสถานการณ์ที่ดีที่สุด กลับให้ประโยชน์ต่ำความคิดนั้นก็ไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินต่อ ในมุมมองเชิงคาดการณ์ การคิดแบบหมวกสีเหลืองจะช่วยให้นึกภาพของสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้และผลประโยชน์ที่สูงสุดหลังจากนั้นก็ปรับลงตาม ?ความน่าจะเป็น? ในที่สุดการคิดแบบหมวกดำก็จะชี้จุดที่ยังน่าสงสัยอยู่การคิดแบหมวกเหลืองเกี่ยวข้องอย่างมากกับการทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้น หมวกเหลืองอาจเกี่ยวกับการนำความคิดหนึ่งที่เคยถูกใช้มาแล้ว กลับมาใช้งานใหม่ การคิดแบบเหลืองอาจเกี่ยวกับการผลิตทางเลือกในการแก้ไขปัญหา การคิดแบบหมวกเหลืองอาจทำได้แม้กระทั่งสร้างโอกาส แต่การคิดแบบหมวกเหลืองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความคิดและมุมมอง นั่นเป็นเรื่องของการคิดแบบหมวกเขียว การออกมองหาบางสิ่งบางอย่างในด้านบวก ในตัวของมันเองอาจจะสร้างมุมมองใหม่ขึ้นมาและนั่นอาจเกิดขึ้นได้กับการคิดแบบหมวกเหลือง

ขณะที่การคิดแบบหมวกสีดำสามารถชี้จุดบกพร่องและปล่อยให้หมวกเขียวแก้ใขในจุดที่บกพร่องนั้น การคิดแบบหมวกเหลืองก็จะหาโอกาสและปล่อยให้การคิดแบบหมวกเขียวหาทางออกใหม่ๆในการใช้ประโยชน์ในโอกาสนั้น

 

หมวกหกใบหกสี (หมวกสีดำ)

July 7th, 2013

สวัสดีค่ะเพื่อนๆที่กำลังติดตามผลงานของเราอยู่ วันนี้เราก็จะมาว่าด้วยเรื่องของหมวก 6ใบ และวันนี้เป็นเรื่องของหมวกใบที่ 3 นั้นคือหมวกที่ดำ

หมวกสีดำ   จะเป็นเรื่องของการพิจารณาในส่วนของข้อจำกัด ปัญหา อุปสรรค  เช่น อุปสรรคข้อผิดพลาด ความไม่เข้ากัน  แต่ไม่ใช่แนวคิดที่จะนำมาซึ่งความเดือดร้อน เพียงแต่เป็นตรรกะที่จะบ่งบอกอุปสรรคแก่เราว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดไม่สอดคล้อง สิ่งใดจะกวน สิ่งใดไม่ใช่ คือจะปกป้องเราจากการสูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ  และที่สำคัญคือ ป้องกันไม่ให้เราทำอะไรโง่ ๆ ลงไป เป็นการคิดเชิงป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทำให้เรารอบคอบมากขึ้น

หมวกดำ

หมวกดำ เป็นรากฐานของการคิด พินิจพิเคราะห์ และระบบการคิดที่มีเหตุผล รากฐานการคิดโต้แย้งด้วยเหตุผล คือการที่เราสามารถชี้ออกมาได้ว่าสิ่งใดผิดปกติหรือไม่แน่นอนคงที่ ผิดไปจากที่เป็นเคยเป็นหมวกดำจะช่วยเราในการแยกแยะได้ว่าสิ่งใดไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับทรัพยากร นโยบาย กลยุทธ จริยธรรม ค่านิยม รวมทั้งเรื่องอื่นๆของเราหมวกดำทำงานโดยอิงอยู่กับกลไกทางจิตอย่างหนึ่งตามธรรมชาติ นั่นคือ กลไกการจับคู่ กล่าวคือ สมองของเราเรียนรู้ที่จะสร้างแบบแผนการคิดและคาดหวังต่างๆขึ้นตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เรารับรู้ว่าโลกเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เมื่อเราพบว่าบางสิ่งบางอย่างไม่สอดคล้องหรือเข้าคู่กับแบบแผนความคิดที่มีอยู่เดิม เราจึงคิดว่าสิ่งนั้นผิดปกติ ทำให้เราไม่สบายใจและระวังตัว กลไกธรรมชาตินี้เป็นไปเพื่อปกป้องมิให้เราทำผิดพลาด ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความระแวดระวังจนเป็นนิสัย ก็สามารถใช้วิธีการของหมวกคิดทั้ง 6 ใบเป็นอย่างดี

วิธีการคิดแบบหมวกสีดำทำให้พวกเขาพัฒนาการใช้ความคิดอย่างรอบคอบ ระมัดระวังจนเต็มศักยภาพ แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึง พวกก็สามารถหันเหจากความคิดแบบปกป้องตัวเอง ไปสู่การคิดแบบหมวกอื่นๆได้อย่างไม่มีปัญหา หมวกสีดำเป็นหมวกคิดที่เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับวิธีการคิดของตะวันตกมาก หมวกสีดำชี้ให้เราเห็นความผิดปกติ สิ่งใดไม่สอดคล้อง สิ่งใดใช้ไม่ได้ มันช่วยปกป้องเราไม่ให้เสียเงินและพลังงาน ป้องกันไม่ให้เราทำอะไรอย่างโง่เขลาเบาปัญญา และผิดกฎหมายหมวกดำเป็นหมวกคิดที่มีเหตุผลเสมอ เพราะในการวิพากษ์ วิจารณ์ พินิจพิเคราะห์สิ่งใด จะต้องเป็นการคิดที่มีเหตุมีผลรองรับ การคิดแบบหมวกดำเป็นการชี้ข้อบกพร่องของกระบวนการคิด พยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ สรุปได้หรือไม่

ข้อสรุปนี้เป็นเพียงข้อสรุปเดียวหรือเปล่า หมวกสีดำจะชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของกระบวนการคิดได้การใช้หมวกดำเราต้องระวังไม่ให้มันนำเรากลับไปสู่ข้อโต้แย้งแบบเดิมๆ แม้ว่าบางครั้งมันจะเชิญชวนให้เราหลงประเด็นกลับไปเป็นเช่นนั้นได้ง่ายๆ เราอาจใช้มันช่วยชี้ข้อผิดพลาดในกระบวนการคิด หรือช่วยตีแผ่แจกแจงความคิดและมุมมองต่างๆ แบบการคิดคู่ขนานได้ แต่ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องวาดแผนที่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก และอันตรายที่เป็นไปได้คืออะไร อยู่ตรงไหน เหล่านี้ล้วนแจกแจง อธิบาย และทำให้กระจ่างได้

หมวกหกใบหกสี (หมวกสีแดง)

July 2nd, 2013

หมวกสีแดงนั้นจะบ่งบอกถึงมนุษย์ เพราะมนุษย์จะใช้อารมณ์และความรู้สึกในการคิดประเมินสิ่งต่าง ๆ  เช่น ชอบหรือไม่ชอบ  ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ซึ่งไม่ต้องการเหตุผล

การใช้หมวกแดงจะทำให้ทุกคนมีโอกาสเปิดเผยความรู้สึก อารมณ์ สัญชาติญาณหยั่งรู้ออกมาโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย หรือหาเหตุผลใดๆ เมือใส่หมวกแดง ความรู้สึกจะถูกเปิดเผยออกมาในหลายระดับ การแสดงอารมณ์มีแบบอย่างที่หลากหลายตามวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเราไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือหาเหตุผลให้ความรู้สึกต่างๆของเรา เราเพียงแค่แสดงความรู้สึกที่มีอยู่ในขณะนั้นออกมาเท่านั้นเอง

หมวกแดงจะมีประโยชน์ถ้าเราใส่หมวกแดงกันตั้งแต่เริ่มต้นประชุมเพื่อประเมินความรู้สึกของทุกคน แล้ใส่หมวกสีแดงอีกครั้งหนึ่ง ตอบจะปิดประชุมเพื่อจะดูว่าความรู้สึกของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ เวลาใส่หมวกแดงกับเรื่องอะไรเราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องนั้นๆให้ชัดเจนด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนได้ ถ้าจำเป็นประธานในที่ประชุมอาจนำเสนอความคิดหนึ่งกระจายออกไปในหลายแง่มุม หมวกสีแดงยังหมายรวมถึงความรู้สึกเชิงปัญญา (intellectual feeling) ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เลย หมวกแดงทำหน้างานบนพื้นฐานของปัจเจกบุคคลเสมอ ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมจะถูกขอให้แสดงความคิดหมวกแดงในประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยที่แต่ละคนไม่มีสิทธิ์บอกผ่าน เวลาถูกขอให้แสดงความรู้สึกของตน แต่อาจใช้คำพูดในทำนองว่า เป็นกลาง ยังตัดสินไม่ได้ ยังสับสนอยู่ ยังสงสัยอยู่ เจตนารมณ์ของหมวกสีแดงคือการแสดงความรู้สึกอย่างที่เป็นอยู่ออกมา ไม่ใช่การบีบให้ตัดสินใจการคิดแบบหมวกแดงเป็นการคิดแบบใช้อารมณ์และความรู้สึกไม่ต้องมีเหตุผลเข้ามาเกี่ยวโยง

หมวกสีแดงจะเปิดช่องทางที่เป็นทางการและชัดเจน เพื่อตีแผ่สิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกต้องของแผนที่ทางความคิดทั้งหมดถ้าเราไม่ป้อนข้อมูลส่วนที่เป็นอารมณ์ และความรู้สึกเข้าไปในกระบวนการทางความคิด มันจะถูกซ่อนอยู่ข้างใน และจะส่งผลต่อความคิดทั้งหลายโดยไม่รู้ตัว อารมณ์ ความรู้สึก ลางสังหรณ์ และสัญชาติญาณ มีความแรงกล้าในตัวของมันเอง และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหมวกสีแดงจะกระตุ้นให้มีการค้นหา คือ : เรื่องนี้มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง?ความจำเป็นอย่างมากที่ต้องใส่หมวกสีแดง ก็เพราะมันจะช่วยลดการทะเลาะวิวาท เพราะหมวกสีแดงจะเปิดโอกาสที่ชัดเจนสำหรับแสดงอารมณ์ควมรู้สึกจึงไม่มีความจำเป็นที่เราเข้ามาขัดจังหวะในทุกๆประเด็น และใครรู้สึกว่าจำเป็นต้องแสดงอารมณ์เขาก็จะมีโอกาสแสดงอารมณ์ของเขา และไม่จำเป็นต้องคาดเดาความรู้สึกของคนอื่นอีกต่อไป เพราะมีวิธีที่จะถามเขาตรงๆได้ อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและเรื่องที่ต้องคิด ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหวังให้อารมณ์หายไป เพื่อเหลือไว้แต่ความคิดล้วนๆ

สัปดาห์หน้า เรามาดูหมวกอีก 4ใบ 4สีกันนะค่ะ

หมวกหกใบหกสี (หมวกสีขาว)

June 27th, 2013

แต่ละใบของหมวกคิดทั้งหกจะมีสีต่างกัน ขาว แดง ดำ เหลือง เขียว ฟ้า สีคือชื่อของหมวกแต่ละหมวก สีของแต่ละหมวกยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของมันด้วย

สีขาว : สีขาวเป็นกลางไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง หมวกขาวจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงและตัวเลข

สีแดง : สีแดงแสดงถึงความโกรธ ความเดือดดาล และอารมณ์ สีแดงให้มุมมองทางด้านอารมณ์

สีดำ : สีดำคือข้อควรระวัง และคำเตือน ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของความคิดนั้นๆ

สีเหลือง : ให้ความรู้สึกในทางที่ดี หมวกสีเหลืองเป็นมุมมองในทางบวก รวมถึงความหวัง และคิดในแง่ดีด้วย

สีเขียว : หมายถึงความคิดริเริ่ม และความคิดใหม่ๆ

สีฟ้า : หมายถึงการควบคุม การจัดระบบ กระบวนการคิดและการใช้หมวกอื่นๆ

หมวกขาว

หมวกขาวเกี่ยวข้องกับข้อมูล เมื่อหมวกขาวถูกนำมาใช้ทุกคนมุ่งสนใจที่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว

- อะไรคือข้อมูลที่เรามี?

- อะไรคือข้อมูลที่จำเป็น?

- อะไรคือข้อมูลที่ขาดหายไป?

- อะไรคือปัญหาที่เราต้องยกขึ้นมาถาม?

- เราจะหาข้อมูลที่ต้องการใช้ มาได้อย่างไร?

เรามักใช้หมวกขาวในตอนเริ่มต้นของกระบวนการประชุม เพื่อเป็นพื้นฐานของความคิดที่กำลังจะเกิดขึ้น หมวกขาวคือสภาวะที่เป็นกลางหมวกขาวรายงานถึงสิ่งต่างๆในโลก ถึงแม้จะยอมให้ใช้เพื่อรายงานถึงความคิดที่ถูกนำมาใช้ หรือได้รับคำแนะนำมาก็ตามส่วนที่สำคัญของหมวกขาวคือการระบุถึงข้อมูลที่จำเป็นที่ขาดหายไป หมวกขาวจะบอกถึงปัญหาที่ควรจะยกขึ้นมาถาม หมวกจะแสดงวิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นพลังงานหมวกขาวมุ่งไปสู่การเสาะหาและตีแผ่ข้อมูลอย่างเป็นกลาง และไม่มีอคติ ไม่ต้องตีความ ขอแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้น อะไรคือข้อเท็จจริงต่างๆของเรื่องนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกข้อมูลทับตายบุคคลที่ใช้ความคิดโดยหมวกขาวจะสามารถระบุความต้องการให้แคบลง เพื่อจะดึงแต่ข้อมูลที่จำเป็นออกมาหมวกขาวจะให้แนวทางในการจัดการกับข้อมูล เราสามารถจะสวมบทบาทของหมวกขาวเท่าที่ต้องการ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แท้จริง เห็นได้ชัดว่าการสวมบทบาทของหมวกขาวต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญ ซึ่งบางทีอาจมากกว่าหมวกใบอื่นๆเสียด้วยซ้ำจุดมุ่งหมายของการคิดแบบหมวกขาวคือเพื่อให้ใช้ได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราต้องสามารถนำข้อมูลทุกรูปแบบมาตีแผ่ได้ ประเด็นสำคัญคือต้องตีกรอบขอบเขตอย่างเหมาะสม

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ สัปดาห์หน้า เรามาดูหมวกอีก 5ใบ 5สีกันนะค่ะ

หมวก 6 ใบคิด 6 แบบ Six thinking hats

June 22nd, 2013

ผู้เขียน: เดอ โบโน, เอ็ดเวิร์ด

ความคิดเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ ไม่มีอะไรจะสะท้อนคุณภาพของคนได้เท่ากับความคิดของเขา แต่หลายครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่า บางครั้งเรากำลังติดอยู่กับวิธีการคิดแบบเดิม ๆรูปแบบเดิม ๆมุมมองเดิม ๆสุดท้ายเราก็ได้แก้ปัญหาต่าง ๆด้วยหนทางเดิม ๆและคำตอบที่ไม่มีอะไรใหม่ ถ้าคุณเคยติดอยู่ในที่ประชุม หรือที่อภิปรายถกเถียงนานสองสามชั่วโมง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยที่ไม่รู้สึกว่าได้ผลคืบหน้าอะไรขึ้นมา หรือไม่มีทางเลือกใหม่ ๆไม่มีคำตอบใหม่ ๆ ไม่มีความคิดริเริ่มใหม่ ๆมีแต่ความพยายามจะพิสูจน์ว่าฉันถูก ฉันใช่ ฉันเก่ง คุณจะชอบหนังสือเล่มนี้ และวิธีคิดแบบหมวกเป็นอย่างมาก

ทฤษฎีการคิดแบบหมวก 6 ใบ (Six thinking hats)

จากแนวคิดของ ดร. เอ็ดเวิร์ด เดอ โบ โน (Dr. Edward de Bono) เจ้าของความคิดแบบคู่ขนาน (parallel thinking) โดยยึดหลักที่ว่า อย่าเอาความเห็นที่ขัดแย้งมาปะทะกัน ให้วางเรียงขนานกันไว้แล้วประเมินผลได้เสียอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการคิดแบบคู่ขนานคือ อาจจะมีบางเวลาที่ทุกๆคนกำลังมองไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราก็เปลี่ยนทิศทางนั้นได้ คนๆหนึ่งอาจจะถูกมองไปในทางเหนือ หรือมองไปทางทิศตะวันออก นั่นเป็นชื่อของทิศทางตามมาตรฐานเท่านั้น เราจำเป็นต้องมีชื่อทิศทางในการคิด ในหลายๆวัฒนธรรม มีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมากระหว่างการคิด และ ?หมวกคิด? คุณค่าของหมวกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ในการคิดนี้ก็คือ มันกำหนดบทบาทของผู้สวม ซึ่งหมวกทั้ง 6 ใบ 6 ส ีจะเกี่ยวเนื่องกับการคิดได้แก่ สีขาว สีแดง สีดำ สีเหลือง สีเขียว และสีฟ้า

หนึ่งครั้งหนึ่งเรื่อง

ความสับสนเป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของการคิดที่ดี เราพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไปในเวลาเดียวกัน เรามองหาข้อมูล เราได้รับผลกระทบจากความรู้สึกของเรา เราแสวงหาความคิดใหม่ๆและทางเลือกใหม่ แล้วเรายังต้องระมัดระวัง เราอาจเห็นประโยชน์ที่อาจมีอยู่ นั่นคือหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องทำระหว่างการคิด การโยนรับสับเปลี่ยนหกลูกในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องยาก ลูกเดียวต่อครั้งง่ายกว่ามากด้วยวิธีการคิดแบบหมวกนี้ เราพยายามทำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นในแต่ละครั้ง ครั้งหนึ่งเราอาจจะมองหาอันตรายที่อาจมีอยู่(หมวกดำ)อีกครั้งหนึ่งเราแสวงหาความคิดใหม่ๆ(หมวกเขียว) และอีกบางครั้งที่เราสนใจข้อมูล(หมวกขาว)เราจะไม่พยายามทำทุกย่างในเวลาเดียวกัน เวลาเราทำงานพิมพ์สี สีแต่ละสีจะพิมพ์แยกกันทีละครั้ง ทีละสีและสุดท้ายเราก็ได้รับงานผลรวมเป็นงานพิมพ์สีที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับความคิดแบบหมวกทั้งหก เราทำแต่ละเรื่องในแต่ละครั้ง และสุดท้ายภาพที่เต็มสมบูรณ์ก็จะปรากฏภายใต้เรื่องราวทั้งหมดนี้คือความจำเป็นทางจิตวิทยาที่ต้องแยกความคิดแต่ละแบบออกจากกัน

เรื่องสะเทือนไต

June 17th, 2013

บันทึกจากประสบการณ์ไตวายเฉียบพลัน ที่ใครๆ ก็เป็นได้!!! รายได้ผู้เขียนมอบให้มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย

ผู้เขียน: ปิยา วัชระสวัสดิ์

ผู้แปล: -

ผู้เรียบเรียง: -

ISBN: 9789742281250

ขนาด: 12.9 x 18.5 ซม.

ราคาปก: 145.00 บาท

ราคาสั่งซื้อทางเว็บ: 123.00 บาท

เนื้อหาหนังสือ

เรื่องสะเทือนไต” เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงของคุณปิยา วัชระสวัสดิ์ ในช่วงที่เธอเข้ารับการรักษาโรคไตวายเฉียบพลัน และหลังจากนั้นเธอได้ศึกษาข้อมูลของโรคไตอย่างละเอียด เพื่อนำพาตนให้ห่างจากโรคไต ด้วยความรักและหวังดีจึงก่อเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้น ผ่านภาษาที่เป็นกันเองและความน่ารักของภาพการ์ตูน จึงทำให้เพิ่มอรรถรสในการอ่านและน่าติดตามจนวางไม่ลง ไตวายเฉียบพลันในครั้งนั้น สามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเธอได้ เพราะไตวายเฉียบพลันสอนให้เธอได้รู้ซึ้งกับคำว่า “การไม่มีโรคถือเป็นลาภอันประเสริฐ” นอกจากความรักและหวังดีที่อยากบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนไต สะเทือนไปทั้งตัวเธอแล้ว… เธอยังมอบโอกาสดีๆ แก่ผู้ป่วยโรคไต โดยมอบค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือเล่มนี้ให้มูลนิธิไตแห่งประเทศไทยอีกด้วย

คำานิยม

การเจ็บป่วยเป็นสิ่งทุกคนไม่ต้องการพบ แต่บ่อยครั้งก็เป็นการยากที่จะหลบเลี่ยงเมื่อมีการเจ็บป่วย ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อการรักษาตัว ซึ่งป ัญหาที่พบได้และเป็นสิ่งที่สำาคัญก็คือการติดต่อสื่อสารระหว่างคนไข้และผู้ที่เป็นผู้ให้การรักษา ซึ่งรวมถึงแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกระดับในโรงพยาบาล ซึ่งบ่อยครั้งมองป ัญหาด้วยมุมมองที่ต่างกันออกไป ปัญหาอะไรบางอย่างที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาอาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากในมุมมองของผู้ที่กำาลังเจ็บป่วยการเข้าใจในมุมมองที่ต่างกันออกไป จะเป็นสิ่งทำาให้การปฏิบัติตัวของทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความราบรื่น และอาจจะส่งผลให้การรักษาเป็นไปในทางที่ดีขึ้นในหนังสือเล่มนี้ คุณปิยาได้บันทึกและบรรยายประสบการณ์ ความรู้สึกที่ได้ประสบมาระหว่างที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคไตวายเฉียบพลันในโรงพยาบาลรามคำาแหงได้อย่างละเอียดและมีแง่มุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งสำาหรับคนทั่วไป คนไข้ และแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกท่านในโรงพยาบาล เพื่อที่จะได้เข้าใจในเรื่องของโรค ตลอดจนความรู้สึก มุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจ ที่บางครั้งตัวผมเองก็ยังนึกไม่ถึงหรือมองหวังว่าผู้ที่อ่านหนังสือจะได้ประโยชน์ ทั้งในแง่การดูแล ป้องกันตัวเอง ตลอดจนเข้าใจถึงจิตใจของคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลขอบคุณมากครับสำาหรับหนังสือเล่มนี้

ย.ยักษ์ไม่ยอมยิ้ม

June 12th, 2013

ชื่อหนังสือ :           ย.ยักษ์ไม่ยอมยิ้ม

ชื่อผู้แต่ง :               น้าเมฆ (ธนะชัย สุนทรเวช)

ชื่อผู้แปล :              ดร.ยุจิรา จิรภิญโญ

คำโปรย :               เด็กๆ เคยสงสัยหรือไม่…ทำไม ย.ยักษ์ ตัวใหญ่ถึงไม่ยอมยิ้ม แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ ย.ยักษ์ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักพิมพ์ก้อนเมฆ www.CloudBookClub.com โทร. 02-553-2485

หมวดหนังสือ :      หมวดทั่วไป

สำนักพิมพ์ :           สำนักพิมพ์ก้อนเมฆ

จำนวนหน้า :          20

ขนาดรูปเล่ม :        20.0 x 20.0 ซม.

ชนิดกระดาษ :       กระดาษอาร์ตอย่างดี

เดือน ปี ที่พิมพ์ :    ส.ค 2553

พิมพ์ล่าสุด :           พิมพ์ครั้งที่ 2 เดือน ก.ย. 2553

ราคา :     75.00

เนื้อหาโดยสังเขป : ผมเชื่อว่าเด็กๆ ทราบดีว่าการแปรงฟันเป็นกิจวัตร ที่ต้องทำทุกวันเช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอ แต่บางครั้งก็มีช่วงเวลาที่เด็กๆ ดื้อไม่ยอมแปรงฟัน แม้ว่าจะอธิบายเรื่องฟันผุหรือปวดฟันอย่างไรก็ฟังดูไม่ดึงดูดใจสักเท่าไหร่ ผมจึงลองเปรียบ ฟ.ฟัน ของเด็กเหมือนกับต้นไม้ที่ต้องมีการดูแล พรวนดิน และใส่ปุ๋ย แล้วพบว่าช่วยให้เด็กๆ เห็นภาพและเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ผมนำแนวคิดนี้มาแต่งเป็นนิทานซ้อนนิทานอีกที โดยคุณหมอฟันใจดีจะเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวระหว่างที่กำลังตรวจฟันให้ ย.ยักษ์ (ซึ่งคุณหมอฟันมักจะชวนเราคุยในเวลาที่เรากำลังอ้าปากตอบคำถามได้ลำบากที่สุดเสียด้วย) ผมชอบใจในลักษณะท่าทางของ ย.ยักษ์ มาตั้งแต่ทำหนังสือเด็กเล่ม “กุ๊กกะฮูก” ด้วยความที่ ย.ยักษ์ มีเขี้ยวใหญ่ ไม่ยอมยิ้ม ทำหน้าบึ้งถมึงทึงตลอดเวลา แต่เด็กๆ กลับไม่กลัว ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ จึงอยากให้ ย.ยักษ์ มาเป็น “ทูตแห่งรอยยิ้ม” ที่จะช่วยทำให้เด็กๆ รัก ฟ.ฟัน ผูกพันกับตัวอักษรและวัฒนธรรมไทยได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมขอชวนเด็กๆ มาฟังเรื่องราวของ ย.ยักษ์ เมื่ออ่านจบแล้ว อย่าลืมให้พวกเขา “จั๊ก-กะ-จี๋” ฟ.ฟัน ของตัวเอง เพื่อจะได้มี ย.ยิ้ม สวยๆ ทุกวันนะครับ น้าเมฆ

หนังสือ สึคุโมะโด ร้านวัตถุโบราณพิศวง เล่ม2

June 7th, 2013

รหัส : 9786160609369 000 AB

ราคาปกติ :  169.00 บาท

ราคาพิเศษ :  144.00บาท

สำนักพิมพ์ : enter

ผู้แต่ง : AKIHIKO ODO

ผู้แปล : รินทร์ อังค์ไพโรจน์

จำนวนหน้า  : 296 หน้า

รายละเอียดย่อ : หนังสือ ล.2 สึคุโมะโด ร้านวัตถุโบราณพิศวง 2

‘แอนทีค’ คือ สิ่งของที่มีพลังพิเศษซึ่งสะสมพลังที่ว่ามาตั้งแต่โบราณ อาจเพราะมีผู้สร้างขึ้น หรือเกิดจากพลังวิญญาณ

รายละเอียดทั้งหมด : หนังสือ สึคุโมะโด ร้านวัตถุโบราณพิศวง เล่ม2

‘แอนทีค’ คือ สิ่งของที่มีพลังพิเศษซึ่งสะสมพลังที่ว่ามาตั้งแต่โบราณ อาจเพราะมีผู้สร้างขึ้น หรือเกิดจากพลังวิญญาณ เช่น หินนำโชค ตุ๊กตาที่ผมยาวขึ้นทุกคืน กระจกที่ส่องเห็นตัวตนในอนาคตได้ ดาบที่นำหายนะมาสู่ผู้ครอบครอง

สินค้าล็อตที่สองในเล่มนี้ก็ยังคงสร้างความปวดหัวและวุ่นวายให้กับสมาชิกของร้านสึคุโมะโดเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น

- กระจกแห่งความเงียบ

- หน้ากากที่จะช่วยให้เราก็อปปี้เราอีกคนขึ้นมาได้

- แว่นตาที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ตาคนอื่นเคยเห็น

- กล้องถ่ายรูปที่ถ่ายภาพอนาคตได้

อย่างที่เขาว่ากันว่า ของจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่ที่คนใช้มัน ‘แอนทีค’ เองก็เช่นเดียวกัน  และเพราะเหล่าผู้ใช้ ‘แอนทีค’ ก็ขยันใช้กันไปในทางแปลกๆ เสมอ ทั้งโทคิยะ ซากิ และคุณโทวาโกะแห่งร้านสึคุโมะโดจึงไม่เคยว่างเลยซักที!

สึคุโมะโด ร้านวัตถุโบราณพิศวง 2 เป็นหนังสือนวนิยายเรื่องต่อจาก สึคุโมะโด ร้านวัตถุโบราณพิศวง 1 เรื่องราวความพิศวงศ์ไม่ลดน้อยไปกว่าเล่น 1 แน่นอนค่ะ